วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ย้อนรอยลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขัน"ฟุตบอลโลก"
















Uruguay 1930

การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกซึ่งยังไม่มีการถ่ายทอดสด โดยเป็นลูกฟุตบอลหนังเย็บธรรมดาแต่ดูทีไรก็ยังคงคลาสสิก








Italy 1934

หลังฟุตบอลโลกครั้งแรกประสบความสำเร็จ อีก 4 ปี ก็ได้จัดขึ้นอีกครั้ง และเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นที่ทวีปยุโรปอีกด้วย ลูกฟุตบอลยังคงคล้ายคลึงกับการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก






France 1938

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 นี้ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้จัดในยุโรปอีกครั้งแต่เปลี่ยนประเทศ ซึ่งลูกฟุตบอลก็ยังคงคล้ายกับครั้งแรกและครั้งที่ 2






Brazil 1950

ห่างหายจากการจัดฟุตบอลโลกไปเต็มๆถึง 12 ปี เนื่องจากพิษของสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟุตบอลโลกก็ได้กลับมาอีกครั้งที่บราซิล ซึ่งลูกฟุตบอลก็มีวิวัฒนาการขึ้นเป็นดังภาพที่เห็น







Switzerland 1954

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ก็วกกลับมาจัดที่ยุโรปอีกครั้ง ลูกฟุตบอลคราวนี้ดูไม่ค่อยกลมนักแต่เริ่มมีข้อความประทับลงบนลูกฟุตบอลเป็นครั้งแรกในรายการฟุตบอลโลกโดยระบุชื่อประเทศเจ้าภาพนั่นเอง และฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดอีกด้วย







Sweden 1958

ลูกฟุตบอลโลกครั้งนี้ลักษณะคล้ายวอลเล่ย์บอลในปัจจุบันและมีอักษรตัวเขียนปรากฎอยู่บนลูกฟุตบอล







Chili 1962

ฟุตบอลโลกกลับมาจัดที่ทวีปอเมริกาอีกครั้งและเป็นครั้งแรกของประเทศชิลีที่ได้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งลูกฟุตบอลโลกครั้งนี้เริ่มมีลวดลายมากยิ่งขึ้น







England 1966

ลูกฟุตบอลโลกครั้งนี้จะกลับไปคล้ายคลึงกับลูกฟุตบอลโลกปีที่สวีเดนเป็นเจ้าภาพ








Telstar : Mexico 1970
ลูกฟุตบอลโลกครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการผลิตลูกฟุตบอลเลยก็ว่าได้เนื่องจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลนั้นเป็นภาพขาวดำจึงเลือกใช้ลูกฟุตบอลลายขาวดำเพื่อให้ผู้ชมที่รับชมการถ่ายทอดสดเห็นได้ชัด และผลิตโดย Adidas ซึ่งคำว่า Telstar ก็หมายถึง Star of television นั่นเอง



 
Telstar Durlast R : West Germany 1974  

ฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันตกซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ทำการรวมประเทศเยอรมัน ลักษณะลูกฟุตบอลก็คล้ายคลึงกับเมื่อฟุตบอลโลกครั้งก่อนต่างกันที่ข้อความและเพิ่มการเคลือบเงาเท่านั้น






Tango Durlast: Argentina 1978

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้มีการพัฒนาลูกฟุตบอลให้มีมากกว่า 6 เหลี่ยม และลวดลายก็เปลี่ยนแปลงไปจากลูกฟุตบอลสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง






Tango Espana: Spain 1982

ลูกฟุตบอลโลกคราวนี้เป็นครั้งแรกที่มีการทำลูกฟุตบอลหนังสังเคราะห์มาใช้แทนลูกฟุตบอลหนังแท้ทำให้ กลิ้ง เด้ง และเบา ขึ้นกว่าก่อนๆ และยังแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักเมื่อลูกฟุตบอลเปียกน้ำอีกด้วย




Azteca : México 1986

ฟุตบอลโลกครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศใดประเทศหนึ่งได้เป็นเจ้าภาพถึงสองครั้งโดยประเทศนั้นก็คือเม็กซิโก ลูกฟุตบอลโลกคราวนี้ยังคงเค้าโครงลวดลายคล้ายๆครั้งก่อนแต่เพิ่มลวดลายของชนเผ่าเอซเตก้าของประเทศเม็กซิโกลงไป

 





Etrvsco:  Italy 1990  

ลูกฟุตบอลคราวนี้ใช้ลวดลาย Etrusco ลงไป ซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของอิตาลีและใช้เป็นชื่อของลูกฟุตบอล รวมทั้งใช้เทคโนโลยีโดยการใส่โพลียูรีเทน ให้ลูกฟุตบอลเด้งขึ้น ทนทานมากขึ้น และยังกันน้ำดีขึ้นอีกด้วย





Questra: USA 1994


ลูกฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริได้เป็นเจ้าภาพนี้ใช้ลวดล้ายคล้ายอวกาศซึ่งมีดวงดาวต่างๆ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นกว่าก่อนๆโดยการใส่โพลียูรีเทนภายนอกลูกฟุตบอลให้ลูกฟุตบอลนุ่มนวลขึ้น ทนทานขึ้น และควบคุมได้ง่ายขึ้น







Tricolore: France 1998

ลูกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลูกฟุตบอลไม่ใช้สีขาวดำโดยใช้สีน้ำเงิน ขาว และแดง ซึ่งเป็นสามสีในธงชาติของประเทศฝรั่งเศสเจ้าภาพตามชื่อของลูกฟุตบอลคือ Tricolore ซึ่งแปลว่าสามสีนั่นเอง และเทคโนโลยีการผลิตครั้งนี้ได้ถักโพลียูรีเทนในชั้นของหนังเทียม 







Fevernova TM : Korea Japan 2002

ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้จัดขึ้นในทวีปเอเชีย ลวดลายของลูกฟุตบอลแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆอย่างสิ้นเชิงโดยทำเป็นรูปลูกไฟ แต่ก็ยังถักทอด้วยโพลียูรีเทนเหมือนเดิม








Teamgeist : Germany 2006

ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับมาจัดที่เยอรมันอีกครั้งแต่ครั้งนี้ได้รวมประเทศเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออกเข้าด้วยกันแล้ว รูปทรงของลูกฟุตบอลเปลี่ยนจากการนำชิ้น 5 เหลี่ยม หรือ 6เหลี่ยม มาปะติดกันเป็นทรงโค้งมาปะติดกันแทนเพื่อลดรอยต่อและทำให้ลูกบอลกลมยิ่งขึ้น







Jabulani : South Africa 2010

ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นที่ทวีปแอฟริกา ซึ่งคำว่า Jabulani แปลว่า ความสุขและการเฉลิมฉลอง ตามภาษาท้องถิ่น เป็นลูกฟุตบอลที่ได้รับการยอมรับว่าเที่ยงตรงที่สุด แม่นยำที่สุด และยึดเกาะดีที่สุดอีกด้วย


 












วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สถิติการซื้อขายนักฟุตบอลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน



สถิติการซื้อขายนักฟุตบอลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน








1905 Alf Common ย้ายจาก Sunderland ไป Middlesbrough ด้วยค่าตัวเพียง 1,000 ปอนด์ แต่ก็ถือเป็นสถิติโลกที่มีนักฟุตบอลคนแรกที่มีค่าตัวย้ายทีมถึงหนึ่งพันปอนด์












1922 Syd Puddefoot ย้ายจาก West Ham ไป Falkirk ด้วยค่าตัว 5,000 ปอนด์ หลังจากที่ Alf Common ย้ายทีม ถึง 17 ปีเต็มๆ













1922 Warney Cresswell ย้ายจาก South Shields ไป Sunderland ด้วยค่าตัว 5,500 ปอนด์ ซึ่งก็เป็นปีเดียวกับที่ Syd Puddefoot ย้ายทีมนั่นเอง ทำให้สถิติการย้ายทีมของ Syd Puddefoot ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว













1928 David Jack ย้ายจาก Bolton Wanderers ไป Arsenal ด้วยค่าตัวสูงถึง 10,890 ปอนด์ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่การย้ายทีมมีการซื้อตัวกันถึงหลักหมื่นปอนด์เป็นครั้งแรกของโลก













1932 Bernabé Ferreyra ย้ายจาก Tigre BA ไป River Plate ด้วยราคา 23,000 ปอนด์ ถือเป็นการทุบสถิติโดยการซื้อจากทีมในลีกอาร์เจนติน่า









1952 Hans Jeppson ย้ายจาก Atalanta B.C. ไป SSC Napoli ด้วยราคา 52,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นการทุบสถิติเดิมที่ครองความยาวนานถึง 20 ปีเต็ม และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทีมจากอิตาลีเริ่มมีบทบาทในประวัติศาสตร์สถิติราคานักฟุตบอล










1954 Juan Schiaffino ย้ายจาก Penarol ไป A.C. Milan ด้วยค่าตัว 72,000 ปอนด์









1957 Enrique Omar Sivori ย้ายจาก River Plate ไป Juventus ด้วยราคา 93,000 ปอนด์










1961 Luis Suárez ย้ายจาก FC Barcelona ไป Inter Milan ด้วยค่าตัวสูงถึง 152,000 ปอนด์ นับเป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีค่าตัวในการย้ายทีมถึงหลักแสนปอนด์









1963 Angelo Sormani ย้ายจาก Mantova ไป Roma ด้วยค่าตัว 250,000 ปอนด์










1968 Pietro Anastasi ย้ายจาก Varese ไป Juventus ด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์








1973 Johan Cruyff ย้ายจาก Ajax ไป Barcelona ด้วยค่าตัว 922,000 ปอนด์










1975 Giuseppe Savoldi ย้ายจาก Bologna ไป SSC Napoli และนี่ก็เป็นหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ที่การย้ายทีมครั้งนี้มีราคาค่าตัวสูงถึงหลักล้านเป็นครั้งแรกด้วยการย้ายไปในราคา 1 ล้านปอนด์









1976 Paolo Rossi ย้ายจาก Juventus ไป Vicenza ด้วยราคา 1 ล้านปอนด์เท่ากัน










1982 เสื้อเตี้ย Diego Maradona ย้ายจาก Boca Juniors ไป Barcelona ด้วยราคา 3 ล้านปอนด์









1984 Diego Maradona ยังทุบสถิติตัวเองใน 2 ปีถัดมาด้วยการย้ายจาก Barcelona ไป SSC Napoli ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์










1987 Ruud Gullit ย้ายจาก PSV Eindhoven ไป A.C. Milan ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์









1990 Roberto Baggio ย้ายจาก Fiorentina ไป Juventus ด้วยราคา 8 ล้านปอนด์










1992 Jean-Pierre Papin ย้ายจาก Marseille ไป A.C. Milan ด้วยค่าตัวแปดหลักเป็นครั้งแรกที่ราคาสูงถึง 10 ล้านปอนด์










1992 ปีเดียวกันนี้เองก็ถูกทำลายโดย Gianluca Vialli ซึ่งย้ายจาก Sampdoria ไป Juventus ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์









1992 Gianluigi Lentini อีกคนหนึ่งในปีนี้ที่ย้ายทีมทุบสถิติโลกโดยย้ายจาก Torino ไปยัง A.C. Milan ด้วยค่าตัว 13 ล้านปอนด์









1996 สโมสรในอังกฤษเริ่มคึกคักอีกครั้งหลังหายจากการซื้อขายที่เป็นสถิติสูงสุดมานานเมื่อ Alan Shearer ย้ายจาก Blackburn Rovers ไป Newcastle United ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์









1997 หลังจากสถิเดิมแค่ปีเดียวเท่านั้น ตำนานศูนย์หน้าอย่าง Ronaldo ได้ย้ายจาก Barcelona ไป Inter Milan ด้วยค่าตัว 19.5 ล้านปอนด์









1998 Denílson de Oliveira Araújo ย้ายจาก São Paulo ไป Real Betis ด้วยราคา 23 ล้านปอนด์









1999 Christian Vieri ย้ายจาก Lazio ไป Inter Milan ด้วยราคา 31 ล้านปอนด์ โดยสูงกว่าสถิติเดิมถึง 9 ล้านปอนด์









2000 Hernán Crespo ย้ายจาก Parma ไป Lazio ด้วยราคา 36 ล้านปอนด์









2000 เข้าสู่ยุคมิลเลเนียมก็เป็นยุคของการทุ่มของ รีล มาดริด อย่างแท้จริงโดยเริ่มจาก Luís Figo ย้ายจาก Barcelona ไป Real Madrid 37 ล้านปอนด์









2001 หลังจาก Figo ย้ายทีมมาเพียงปีเดียว Zinedine Zidane ได้ย้ายทีมจาก Juventus ไป Real Madrid ด้วยค่าตัวช็อควงการที่ราคาสูงถึง 46 ล้านปอนด์









2009 แปดปีเต็มๆหลังการย้ายทีมของ Zidane ก็ไม่มีใครสามาถทำลายสถิตินี้ลงได้จนกระทั่ง Kaka ย้าย AC Milan ไป Real Madrid ด้วยราคา 56 ล้านปอนด์










2009 หลังจากที่ Kaka ย้ายทีมทำลายสถิติโลกไม่กี่วัน สถิติของ Kaka ก็ได้ถูกทำลายลงโดย Cristiano Ronaldo ซึ่งย้ายจาก Manchester United ไป Real Madrid ด้วยค่าตัวสูงสุดของโลกที่ราคา 80 ล้านปอนด์